World News

กานาชวนไทยลงทุนน้ำมันปาล์ม หลังเผชิญภาวะขาดแคลน หวังเพิ่มการผลิตในประเทศลดพึ่งพานำเข้า

John Dumelo รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอาหารและเกษตรของกานา (Ghana’s Deputy Minister for Food and Agriculture) ได้หารือกับคณะผู้แทนจากประเทศไทย นำโดย อุรสา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศของไทย (Director-General of the Department of South Asian, Middle Eastern and African Affairs at Thailand’s Ministry of Foreign Affairs) ระหว่างการเยือนกานาด้านการค้าระหว่างวันที่ 13-19 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่โอกาสการลงทุนของไทยในภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของกานา โดยเฉพาะการลงทุนด้านสวนปาล์มน้ำมันและโรงงานแปรรูปน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รัฐบาลกานาในการขยายศักยภาพอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปาล์มที่มีต้นทุนสูง

รัฐบาลกานามองว่าการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอย่างประเทศไทย จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก ยกระดับกำลังการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำมันพืชของประเทศในระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กานากำลังเร่งแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างการผลิตและความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยปัจจุบันกานาเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศประมาณ 30%

ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า แม้กานาจะมีศักยภาพด้านพื้นที่เพาะปลูกและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมัน แต่กำลังการผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ตลาดต้องพึ่งพาน้ำมันปาล์มนำเข้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรในอุตสาหกรรมยังสะท้อนถึงปัญหาการนำเข้าผิดกฎหมาย โดยประเมินว่าน้ำมันปรุงอาหารประมาณ 90% ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดกานาเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ รวมถึงมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

การพึ่งพาน้ำมันปาล์มนำเข้าทั้งจากช่องทางปกติและตลาดผิดกฎหมาย ทำให้ประเด็นการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการตลาด การควบคุมคุณภาพสินค้า และความมั่นคงด้านอาหารของประเทศอีกด้วย

ภายใต้งบประมาณปี 2569 รัฐบาลกานาได้ประกาศกรอบการลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้นโยบาย การพัฒนาปาล์มน้ำมันแห่งชาติแบบบูรณาการ (National Integrated Palm Oil Development Policy) สำหรับช่วงปี 2569-2575

โครงการดังกล่าวได้รับการพัฒนาร่วมกับ ธนาคารโลก (World Bank) และ ธนาคารเพื่อการพัฒนากานา (Ghana Development Bank) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันใหม่จำนวน 100,000 เฮกตาร์ และสร้างความสามารถในการผลิตน้ำมันปาล์มให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในอนาคต

นโยบายดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนทั้งเกษตรกรรายย่อย นักลงทุนภาคเอกชน และโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผ่านมาตรการทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น สินเชื่อระยะยาวแบบมีเงื่อนไขผ่อนปรน พร้อมระยะเวลาปลอดชำระคืน 5 ปี และการสนับสนุนเงินทุนสูงสุด 70% ของต้นทุนโครงการอุตสาหกรรม

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับธรรมชาติของธุรกิจปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเกษตรระยะยาว โดยต้นปาล์มน้ำมันต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปีจึงจะเข้าสู่ระยะให้ผลผลิตเต็มที่ ดังนั้น การลงทุนในวันนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำหรับกำลังการผลิตในอนาคต

สำหรับประเทศไทย เงินทุนและองค์ความรู้ด้านเทคนิคจากผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการลงทุนที่รัฐบาลกานาได้วางโครงสร้างและจัดเตรียมแหล่งเงินทุนสนับสนุนไว้แล้ว

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มโลก โดยในปี 2567 ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจาก อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้พัฒนาความเชี่ยวชาญครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การจัดการสวนปาล์มน้ำมัน การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เทคโนโลยีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ไปจนถึงกระบวนการกลั่นและการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

ปัจจุบันกานามีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มประมาณ 432,000 ตันต่อปี และคาดว่าผลผลิตจะเติบโตในอัตราประมาณ 3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ความต้องการบริโภคภายในประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างปริมาณการผลิตและการบริโภค

การลงทุนด้านโรงงานแปรรูปและโครงสร้างพื้นฐานในห่วงโซ่อุปทานจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของกานา

John Dumelo ระบุว่า พื้นที่ในเขต Oti , Ashanti และ Ahafo เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาสวนปาล์มน้ำมัน เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรที่ดินเหมาะสมต่อการเพาะปลูก

เขาได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนผ่านหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการลงทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลกานายังต้องการให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงกับเกษตรกรในท้องถิ่น โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุน ผู้ประกอบการแปรรูป และเกษตรกร เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตภายในประเทศ

รัฐบาลกานาระบุว่า การลงทุนในสวนปาล์มน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้จะยังไม่สามารถสร้างผลผลิตเต็มศักยภาพได้จนกว่าจะเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 2030 เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันต้องใช้เวลาหลายปีในการเจริญเติบโต

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายระหว่างปี 2569-2575 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาพัฒนาโครงการระยะยาว และสร้างฐานการผลิตที่สามารถรองรับความต้องการในอนาคต

ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 กานาได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัท Onesta Ghana Ltd. เพื่อระดมทุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการพัฒนาและดำเนินงานสวนปาล์มน้ำมันขนาด 10,000 เฮกตาร์ ภายใต้โครงการ Redgold Oil Palm Plantation Project (โครงการสวนปาล์มน้ำมันเรดโกลด์)

โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงการเริ่มต้นภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศ และเป็นพื้นฐานสำหรับการขยายความร่วมมือกับนักลงทุนต่างชาติในอนาคต รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทย

คณะผู้แทนจากประเทศไทยประกอบด้วย นายธีรพัฒน์ มงคลนาวิน เอกอัครราชทูตไทยประจำไนจีเรีย ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งดูแลกานาควบคู่กัน ผู้บริหารจากบริษัทไทย สถาบันการเงิน และสมาชิกของชุมชนไทยในกานา

นอกเหนือจากประเด็นการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยและกานามีโอกาสเติบโตมากขึ้นในอนาคต และตกลงที่จะเดินหน้าหารือเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนต่อไป อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ยังไม่มีการลงนามข้อตกลงการลงทุนอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด