บลูมเบิร์ก ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย ซึ่งถูกตำหนิมาอย่างยาวนานเรื่องการทำลายป่าฝน สร้างหมอกควันพิษ และผลักดันให้ลิงอุรังอุตังใกล้สูญพันธุ์ กำลังปรับบทบาทของตนเองใหม่อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงในสนามแข่งขันที่อาจจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ด้วยการดึงดูดศูนย์ข้อมูล AI ระดับโลกให้มาตั้งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ บริษัทปาล์มน้ำมันกำลังจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ตนถือครองไว้สำหรับสวนอุตสาหกรรมซึ่งเต็มไปด้วยศูนย์ข้อมูลและแผงโซลาร์ โดยโซลาร์ฟาร์มจะช่วยป้อนพลังงานให้แก่ศูนย์ข้อมูลที่กินไฟอย่างมหาศาล เหตุผลคือง่ายๆ ศูนย์ข้อมูลต้องการทั้งพลังงานและพื้นที่อย่างมาก คาดกันว่าภายในปี 2035 ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้อาจต้องการไฟฟ้าอย่างน้อย 5 กิกะวัตต์ ซึ่งเกือบ
โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยที่มีความซับซ้อน ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับและการปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรปเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น การตรวจสอบย้อนกลับเป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของ EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าต้องสามารถระบุแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) เปิดเผยกับ Food Navigator ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีความก้าวหน้าอย่างมากในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันไทยที่ประกอบด้วยผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ส่งผลให้การตรวจสอบย้อนกลับและการปฏิบัติตามข้อกำหนดยากกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ เกษตรกรรายย่อยถือครองตลาดเป็นส่วนใหญ่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแสวงหาวิธีแก้ปัญหาด้านพลังงานที่ยั่งยืนและการจัดการของเสียได้กลายเป็นประเด็นสำคัญ ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางที่เป็นนวัตกรรม คือ การผสานระบบไบโอโฟโตโวลตาอิก (biophotovoltaic) ขั้นสูงที่ใช้ไมโครแอลจี (microalgae) หรือ สาหร่ายขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียน พร้อมกับแก้ปัญหาการบำบัดของเสียไปพร้อมกัน แนวคิดนี้ใช้ “น้ำทิ้งจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม (POME)” เป็นสารตั้งต้นในการเพาะเลี้ยงไมโครแอลจี เพื่อผลิตไฟฟ้า บำบัดก๊าซชีวภาพ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
