นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยแนวโน้มส่งออกน้ำมันปาล์มไทยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน อานิสงส์จากสงครามการค้าและราคาที่แข่งขันได้ ทำให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถกระจายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการรักษาตลาดเดิมและบุกตลาดใหม่ จากรายงานของ American Oil Chemists’ Society ระบุว่า จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5.36% (รองจากอินโดนีเซีย
โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยที่มีความซับซ้อน ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับและการปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรปเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น การตรวจสอบย้อนกลับเป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของ EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าต้องสามารถระบุแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) เปิดเผยกับ Food Navigator ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีความก้าวหน้าอย่างมากในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันไทยที่ประกอบด้วยผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ส่งผลให้การตรวจสอบย้อนกลับและการปฏิบัติตามข้อกำหนดยากกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ เกษตรกรรายย่อยถือครองตลาดเป็นส่วนใหญ่
มาเลเซียควรพิจารณาศึกษาการนำพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่ประสบความสำเร็จในประเทศโคลอมเบียมาใช้ เพื่อรับมือกับปัญหาโรคในสวนปาล์มน้ำมัน โดยข้อเสนอนี้มาจาก Abdul Rahim Syed Mohd ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม Abdul Rahim ระบุว่า การนำพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมดังกล่าวควรนำมาทดลองใช้ในพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากโรคกาโนเดอร์มา (Ganoderma) ซึ่งเป็นโรคเชื้อรา เขากล่าวว่า “หากการทดลองประสบความสำเร็จ นี่จะเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในการนำมาใช้ นอกจากช่วยแก้ปัญหาโรคกาโนเดอร์มาแล้ว ยังสามารถให้ประโยชน์อื่นๆได้ เช่น
