มาเลเซียเดินหน้าน้ำมันปาล์มยั่งยืน เสริมความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569 สภาน้ำมันปาล์มมาเลเซีย (Malaysian Palm Oil Council: MPOC) ระบุว่า “ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน” คือปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้ามในการถกเถียงเรื่องน้ำมันปาล์มและการตัดไม้ทำลายป่า โดยในการให้สัมภาษณ์เป็นลายลักษณ์อักษรกับ iGrow News ทาง MPOC ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านผลผลิตของพืชน้ำมันแต่ละชนิด โดยน้ำมันปาล์มสามารถผลิตน้ำมันได้เฉลี่ยประมาณ 3.3 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี ขณะที่ถั่วเหลือง ทานตะวัน และเรพซีดผลิตได้ไม่ถึง 0.8 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี
MPOC ระบุว่า หากความต้องการใช้น้ำมันพืชของโลกยังคงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของประชากรและการขยายตัวของเมือง การหันไปใช้น้ำมันพืชชนิดอื่นแทนน้ำมันปาล์ม จะต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกมากกว่าถึง 4-5 เท่า เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตเท่ากัน
หัวใจสำคัญของข้อโต้แย้งของ MPOC คือแนวคิดเรื่อง Substitution Effect หรือผลกระทบจากการทดแทน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยว่า การแทนที่น้ำมันปาล์มด้วยพืชน้ำมันที่ให้ผลผลิตต่ำกว่า จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการขยายพื้นที่เกษตรกรรม มากกว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มาเลเซียใช้มาตรฐาน MSPO รับมือข้อกังวลด้านการตัดไม้ทำลายป่า
มาเลเซียรับมือกับข้อกังวลด้านการตัดไม้ทำลายป่าผ่านระบบการรับรองภาคบังคับ มาตรฐานน้ำมันปาล์มยั่งยืนมาเลเซีย (Malaysian Sustainable Palm Oil: MSPO) ซึ่งกำหนดวันตัดยอดการตัดไม้ทำลายป่า อย่างมีผลผูกพันไว้ที่ 31 ธันวาคม ปี 2562 พร้อมห้ามเปิดพื้นที่ใหม่ในพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์สูง และพื้นที่ที่มีคาร์บอนสะสมสูง รวมถึงบังคับใช้นโยบาย Zero Burning หรือการไม่เผาอย่างเด็ดขาด
การปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวได้รับการติดตามผ่านระบบดิจิทัล MSPO Trace ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับน้ำมันปาล์มทุกตันตั้งแต่แหล่งปลูกจนถึงโรงงานสกัด
MPOC ชูบทบาทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภายใต้ธีมวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569 สภาน้ำมันปาล์มมาเลเซียระบุว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซียมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศใน 3 ด้าน ได้แก่ การใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการขยายพื้นที่เพาะปลูก การคุ้มครองพื้นที่ป่าพรุและป่าที่กักเก็บคาร์บอนภายใต้มาตรฐาน MSPO และการใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตเพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียน
ปัจจุบัน น้ำเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ได้รับการติดตั้งระบบดักจับก๊าซมีเทนในโรงงานหลายแห่งทั่วประเทศมาเลเซีย โดยก๊าซที่ดักจับได้ถูกนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ
ขณะที่ทะลายปาล์มเปล่า ซึ่งในอดีตมักถูกกำจัดด้วยการเผาในที่โล่ง ปัจจุบันถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์และนำกลับมาใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมันมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนเหนือกว่าพืชไร่หมุนเวียน
MPOC ระบุว่า ปาล์มน้ำมันมีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน 25-30 ปี โดยไม่จำเป็นต้องไถพรวนดินทุกปีเช่นเดียวกับพืชไร่ฤดูกาล จึงมีข้อได้เปรียบด้านการกักเก็บคาร์บอน
งานวิจัยของ คณะกรรมการน้ำมันปาล์มมาเลเซีย ซึ่งดำเนินการร่วมกับ มหาวิทยาลัย Copenhagen พบว่า สวนปาล์มน้ำมันในมาเลเซียสามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูงถึง 60 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเฮกตาร์ต่อปี
ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Agriculture ของ MDPI เมื่อปี 2567 ระบุว่า สวนปาล์มน้ำมันสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ย 2.5 ตันคาร์บอนต่อเฮกตาร์ต่อปี ตลอดอายุการให้ผลผลิต ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียง หรือในบางกรณีสูงกว่าป่าฝนเขตร้อนธรรมชาติ
นอกจากนี้ งานสำรวจสวนปาล์มน้ำมันเชิงพาณิชย์กว่า 400 แห่ง ในคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Environmental Monitoring and Assessment ของ Springer เมื่อปี 2567 ยังพบว่า ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้นตามอายุของสวนปาล์ม ซึ่งเป็นผลลัพธ์ตรงกันข้ามกับระบบการปลูกพืชไร่หมุนเวียนประจำปี
MSPO 2.0 สอดคล้องข้อกำหนด EUDR ของสหภาพยุโรป
MPOC เปิดเผยว่า มาตรฐาน MSPO 2.0 มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศมาเลเซียตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2568 ครอบคลุมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 90% ของประเทศ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยอิสระ
แตกต่างจากมาตรฐานสมัครใจอื่น ๆ การปฏิบัติตามมาตรฐาน MSPO ถือเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย โดยผู้ผลิตที่ฝ่าฝืนอาจถูกเพิกถอนการรับรองและสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาด
สำหรับเกษตรกรรายย่อย MPOC ระบุว่า มาตรฐานดังกล่าวให้การสนับสนุนด้านแนวปฏิบัติทางการเกษตร ภาระผูกพันด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น Wild Asia และ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ในมุมมองของผู้ซื้อจากต่างประเทศ จุดเด่นสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีผลบังคับใช้จริง โดยน้ำมันปาล์มมาเลเซียที่ได้รับการรับรองทุกตันสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงสวนปาล์มต้นทางผ่านระบบ MSPO Trace
สำหรับ กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป นั้น MPOC ระบุว่า กรอบมาตรฐาน MSPO สามารถตอบโจทย์ข้อกำหนดหลักของ EUDR ได้แล้ว ทั้งในด้านวันตัดยอดการตัดไม้ทำลายป่า การคุ้มครองพื้นที่ป่า การห้ามเผา และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ มาเลเซียยังทำงานร่วมกับอินโดนีเซียผ่าน สภาประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อผลักดันให้ MSPO ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในกระบวนการประเมินความเท่าเทียมของสหภาพยุโรป
ความต้องการนำเข้าน้ำมันปาล์มในภูมิภาค MENA เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
MPOC ระบุว่า ปริมาณการนำเข้าน้ำมันปาล์มของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) เพิ่มขึ้นจาก 3.2 ล้านตันในปี เป็น 4.3 ล้านตันในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาน้ำมันพืชราคาที่เข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 มาเลเซียส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 2.09 ล้านตัน โดยอียิปต์เป็นตลาดปลายทางที่ใหญ่ที่สุด และยังทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญสู่ตลาดแอฟริกาเหนือ
MPOC ระบุว่าจุดแข็งของมาเลเซียต่อภูมิภาค MENA ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ ความมั่นคงด้านอุปทานผ่านระบบภาษีส่งออกแบบขั้นบันไดที่มีความโปร่งใสและหลีกเลี่ยงการห้ามส่งออกกะทันหัน ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาจากประสิทธิภาพการใช้ที่ดินของปาล์มน้ำมัน และการรับรองคุณภาพผ่านมาตรฐาน MSPO ที่บังคับใช้กับการส่งออกทั้งหมด
โทโคไตรอีนอล ยกระดับน้ำมันปาล์มสู่ส่วนผสมอาหารเพื่อสุขภาพ
MPOC ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านโภชนาการเกี่ยวกับ โทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) ซึ่งเป็นวิตามินอีรูปแบบหนึ่งที่พบในน้ำมันปาล์มในปริมาณสูง
ผลการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบจาก มหาวิทยาลัย Monash University Malaysia พบว่า โทโคไตรอีนอลมีบทบาทในการลดการอักเสบและป้องกันภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ ขณะที่งานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย Kebangsaan Malaysia ระบุว่า โทโคไตรอีนอลจากน้ำมันปาล์มมีศักยภาพในการช่วยดูแลโรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ และโรคผิวหนัง
MPOC ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มจากสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การเป็น ส่วนผสมเชิงหน้าที่ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างชัดเจน นอกเหนือจากคุณสมบัติเดิมด้านความคงตัวของน้ำมันและการปราศจากไขมันทรานส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในอนาคต
