อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมาเลเซีย พลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซียได้ดำเนินการตามหลักการ zero waste มาอย่างยาวนาน ด้วยการนำของเสียทางการเกษตรมาปรับเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งยังช่วยป้องกันการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการย่อยสลายของของเสียตามธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นของเสียแบบของแข็ง ได้แก่ ทะลายปาล์มเปล่า (EFB) เส้นใย และกะลาปาล์ม หรือของเสียของเหลวอย่างน้ำเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม (POME) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแปรรูปทะลายปาล์มสดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ส่วนที่เหลือทั้งหมดของต้นปาล์มน้ำมันถูกนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ย เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
กระบวนการเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างแท้จริง ที่ไม่มีของเสียสูญเปล่า และสอดคล้องกับ United Nations เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ถึง 3 เป้าหมาย ได้แก่ SDG 7 (พลังงานสะอาดและราคาที่เข้าถึงได้), SDG 12 (การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ) และ SDG 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
ความพยายามดังกล่าวของอุตสาหกรรมปาล์มยังสนับสนุนเป้าหมายของประเทศมาเลเซีย ในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารนโยบายแห่งชาติ อาทิ National Energy Transition Roadmap และ New Industrial Master Plan 2030
ผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปาล์มของมาเลเซีย ต่างกำหนดเป้าหมาย net zero ของตนเอง ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องทั้งกับเป้าหมายระดับประเทศ และความต้องการของตลาดโลก
เพื่อเสริมสร้างการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม สภาน้ำมันปาล์มมาเลเซีย (MPOC) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อเดือนพฤจิกายน พ.ศ. 2567 โดยมีวัตถุประสงค์ชี้นำอุตสาหกรรมปาล์มของมาเลเซียสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์
การศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง MPOC และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี Swinburne (วิทยาเขตซาราวัก) ซึ่งได้วางแนวทางแผนที่นำทาง ของอุตสาหกรรมในการบรรลุเป้าหมาย net zero และเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำระดับโลกของมาเลเซียในเกษตรกรรมอัจฉริยะด้านสภาพภูมิอากาศ
รายงานยังแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมปาล์มของมาเลเซีย มีศักยภาพบรรลุ net zero emissions ได้ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ผ่านการปฏิบัติตามมาตรฐานรับรองน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนของมาเลเซีย (MSPO)

โซลูชันเชิงนวัตกรรมที่พิสูจน์แล้ว
MPOC ได้ทบทวนระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น รวมไปถึงภาพรวมความท้าทายของอุตสาหกรรมในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปปรับใช้ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงแนวทางต่อยอดเพื่อนำไปพิจารณา
แนวปฏิบัติที่ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบัน ได้แก่ การใช้ระบบผลิตพลังงานร่วม (combined heat and power system) และการดักจับก๊าซชีวภาพจาก POME การปฏิบัติตามมาตรฐาน MSPO และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้ถึง 68.8% เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่ไม่ถูกดักจับ
POME เป็นน้ำเสียที่มีความเป็นกรดสูง แต่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ และปล่อยก๊าซมีเทนที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานได้ ซึ่งพลังงานที่ได้ถูกใช้เพื่อเดินเครื่องโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือจำหน่ายให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (national grid)
ของเสียจากต้นปาล์มในแปลงเพาะปลูก อาทิ ทางใบ และลำต้นปาล์มน้ำมัน รวมถึงทะลายปาล์มเปล่า ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุคลุมดิน และผลิตเป็นปุ๋ย เพื่อบำรุงดินให้มีสุขภาพดี ขณะที่ของเสียจากโรงงานอย่างเส้นใยกาบปาล์ม กากเมล็ดในปาล์ม และกะลาปาล์ม ถูกเผาในโรงงานที่ควบคุมเพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งลดความจำเป็นในการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
เทคโนโลยีใหม่หลายรายการที่ถูกเสนอในรายงาน มุ่งเน้นการนำ EFB มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบัน EFB ถูกนำไปใช้เป็นวัสดุคลุมดิน หรือแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ อาหารสัตว์ และอาจนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าสมัยใหม่ หรือโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลในบางแห่ง
โซลูชันที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ การแปรรูป EFB เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (briquettes) หรือเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (pellets) เพื่อผลิตพลังงานสะอาด รวมถึงการนำไปผลิตเป็น biochar ผ่านกระบวนการ pyrolysis ซึ่งเป็นการให้ความร้อนกับวัตถุดิบชีวภาพในสภาพแวดล้อมที่เสถียรและไม่มีออกซิเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือของแข็งสีดำ (biochar) ที่ใช้ปรับสภาพดินให้อากาศไหลได้ดี กักเก็บน้ำได้มากขึ้น และช่วยเก็บกักคาร์บอนในดิน สนับสนุนการดูดซับคาร์บอนในระยะยาว
นอกจากนี้ EFB ยังสามารถใช้ในเทคโนโลยีการผลิตก๊าซสังเคราะห์ เพื่อสร้างก๊าซเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (synthetic gas) ที่ใช้ผลิตพลังงานสะอาดได้ Gasification เป็นกระบวนการที่วัตถุดิบถูกทำให้ร้อนในอุณหภูมิสูง โดยไม่มีการเผาไหม้โดยตรง ใช้ออกซิเจนและไอน้ำในปริมาณจำกัด ขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถหมักเพื่อผลิตไบโอเอทานอล ซึ่งมีการนำไปใช้ได้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย

อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม
การนำเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ไปใช้งานในวงกว้าง ยังคงต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม พร้อมทั้งความร่วมมือระดับอุตสาหกรรม นักวิจัย และหน่วยงานรัฐ
เพื่อลดต้นทุนการนำเทคโนโลยีไปใช้ จำเป็นต้องขยายระบบการผลิตอุปกรณ์ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น ระบบผลิตพลังงานจากชีวมวล ต้องใช้เครื่องผลิตไอน้ำแรงดันสูง ซึ่งผู้ผลิตในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้ ทำให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ ส่วนประกอบในระบบการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน สำหรับท่อส่งก๊าซชีวภาพ ยังต้องนำเข้าจากเยอรมนี
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บ การขนส่ง และการคงคุณภาพวัตถุดิบชีวมวลอย่างสม่ำเสมอ
หากอุตสาหกรรมมีแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูง ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งาน อาทิ ระบบไฟฟ้าที่เสถียรและเครือข่ายขนส่งที่เชื่อถือได้ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย มีศักยภาพเป็นผู้นำพลังงานสะอาดของประเทศ จากของเสียทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเงินทุน การจัดหาแหล่งเงินกู้ เงินสนับสนุน และมาตรการจูงใจ เพื่อลดภาระ ทางการเงินของบริษัทต่าง ๆ ในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้
ยกระดับมาตรฐานเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม
มาตรฐาน MSPO ถือเป็นข้อบังคับสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซียในระดับประเทศ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับชาติ เพื่อทำให้การผลิตน้ำมันปาล์มดำเนินไปอย่างรับผิดชอบ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
MSPO มีการทบทวนมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยต่อความต้องการของตลาดโลก และเอื้อต่อเกษตรกรรายย่อย ที่อาจต้องการทรัพยากรเพิ่มเติมในการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ยั่งยืน เช่น เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 46 เฮกตาร์ จะไม่ได้รับการตรวจประเมินด้วยเกณฑ์เดียวกับสวนปาล์มที่มีพื้นที่มากกว่า 500 เฮกตาร์
มาตรฐานนี้ปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2565 และเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ โดยเพิ่มเติมข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น อาทิ กำหนดวันสิ้นสุด “ไม่ตัดไม้ทำลายป่า” ที่ 31 ธ.ค. 2562 รวมถึงการประเมินคุณค่าการอนุรักษ์สูง ยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม ความโปร่งใส จริยธรรมการดำเนินงาน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)
ด้านสิ่งแวดล้อม MSPO กำหนดให้บริษัทต้องระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง รวมถึงติดตามและจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นระบบ
เพื่อสนับสนุนบริษัทต่าง ๆ MPOC ได้พัฒนาเครื่องมือคำนวณ (GHG Calculator) และจะเปิดสาธารณะให้ใช้งานภายในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้จัดทำเครื่องคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวให้ใช้งานต่อสาธารณะในเร็ว ๆ นี้

บริษัทมาเลเซียก้าวล้ำนำหน้าแล้ว
ภายใต้แรงกดดันจากตลาดโลก ผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มของมาเลเซียจำนวนมากได้ลงทุนด้านความยั่งยืน และขยายขีดจำกัดของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมนี้
ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ บริษัท SD Guthrie ที่เปิดโครงการบนเกาะแครีย์ (Carey Island) ศูนย์กลางนวัตกรรมของบริษัท โดยเปลี่ยนอุปกรณ์และยานพาหนะที่เคยใช้ดีเซล เป็น B30 biodiesel ซึ่งช่วยลดการปล่อย GHG ได้สูงสุด 23%
ด้านบริษัท IOI Palm Wood ได้แปรรูปลำต้นปาล์มน้ำมันที่ไม่ได้ใช้แล้ว เป็นไม้ปาล์มประสิทธิภาพสูง สำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และการก่อสร้าง และยังร่วมมือกับ Nextgreen Global ในการพัฒนาโรงงานผลิตเยื่อกระดาษแบบ zero waste จาก EFB
ขณะที่ Kuala Lumpur Kepong ได้ติดตั้งระบบ filter belt‑press (FBP) system ไปแล้ว 35 ยูนิต เพื่อช่วยลดการก่อตัวของก๊าซมีเทน และรีไซเคิลน้ำที่ได้จากกระบวนการเพื่อใช้ทำความสะอาด
ด้าน United Plantations ผู้ถือใบรับรองน้ำมันปาล์มจากโครงการ Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) รายแรกของโลกเมื่อปี 2551 ได้ใช้การประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) ในการติดตามการปล่อยก๊าซมาตั้งแต่ปี 2551 และได้จัดทำ LCA ของน้ำมันปาล์มฉบับแรกในปี 2551
รายงาน LCA ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ระบุว่าบริษัทลดการปล่อย GHG ต่อกิโลกรัมของน้ำมันปาล์มที่ผลิต ใสเฉลี่ยกว่า 60% ระหว่างปี พ.ศ. 2547–2567 ครอบคลุมทั้งการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการปล่อยก๊าซตามขอบเขต 1, 2 และ 3
ล่าสุด FGV Holdings ได้ผลักดันโครงการ Waste-to-Wealth ที่แปรรูป POME เป็นพลังงาน และส่งออกกะลาเมล็ดในปาล์มไปญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ นอกจากนี้ ยังลงทุนโครงการเพิ่มมูลค่าซิลิกา และการเพิ่มมูลค่ากลีเซอรีนที่มีสิ่งเจือปน
ซิลิกาที่ไม่ใช้งานซึ่งเป็นของเหลือจากโรงงาน biodiesel pre-treatment ถูกนำไปใช้ดูดซับฟอสฟอรัส 90% และกรดไขมันอิสระ 60% ในน้ำมันปาล์มดิบ ส่วนกลีเซอรีนไม่บริสุทธิ์จากโรงกลั่นกลีเซอรีน ถูกนำกลับมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวดำ (solid biofuel)
พัฒนาการทั้งหมดสะท้อนให้เห็น ถึงการขับเคลื่อนสู่ zero waste และ net zero emissions ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซียอย่างชัดเจน และเมื่อผู้เล่นในอุตสาหกรรมยังคงลงทุน R&D อย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ในการบรรลุการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนของมาเลเซียจึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม — ทุกอย่างชัดเจน และสามารถทำได้จริง
