อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซียภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลก
ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทั้งจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแม้กระทั่งจีน โดยคาดว่าเกษตรกรรายย่อยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน รวมถึงยังไม่มีใบรับรองการขึ้นทะเบียนกิจการสวนปาล์มน้ำมัน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 Musdhalifah Machmud รองเลขาธิการสภาประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม(CPOPC) แสดงความขอบคุณต่อการที่สหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ออกไป โดยจากเดิมที่มีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 อย่างไรก็ตาม EUDR ไม่ใช่ความท้าทายเดียวสำหรับการส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย เนื่องจากคาดว่าอีกหลายประเทศจะดำเนินรอยตามสหภาพยุโรปในการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ในอนาคต สหรัฐอเมริกาจะเริ่มบังคับใช้กฎหมาย Forest Act of 2023 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็จะบังคับใช้กฎหมาย Environmental Bill เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่จีนเองก็เริ่มสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” Musdhalifah กล่าวในระหว่างการสัมมนาออนไลน์หัวข้อ “การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรรายย่อยภายใต้กรอบข้อกำหนด EUDR เพื่อปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเงิน (Indef) ในกรุงจาการ์ตา
EUDR ไม่ใช่ความท้าทายเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย เนื่องจากคาดว่าอีกหลายประเทศจะดำเนินรอยตามสหภาพยุโรปในการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิเช่น กฎหมาย Forest Act ปี 2023 ซึ่งเป็นกฎหมายด้านการป่าไม้ของสหรัฐอเมริกาที่ริเริ่มโดยสภาคองเกรส แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในสถานะร่างกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันว่าสหรัฐฯ จะต้องปลอดจากการดำเนินงานที่ตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2573
ในขณะเดียวกัน กฎหมายสิ่งแวดล้อม คือกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักรที่จัดตั้งขึ้นในปี 2564 ซึ่งปัจจุบัน รัฐสภาและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมอังกฤษกำลังเร่งรัดให้รัฐบาลบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการค้าผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่มีอยู่ในกฎหมายดังกล่าว โดยกฎระเบียบของทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ต่างมีบทบัญญัติที่คล้ายคลึงกับกฎระเบียบ EUDR ของยุโรป โดยเฉพาะในภาคการค้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานสำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ในส่วนของประเทศจีนนั้น แม้จะยังไม่มีกฎระเบียบมาตรฐานที่ควบคุมผลิตภัณฑ์ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าโดยเฉพาะ แต่จีนก็ได้เริ่มริเริ่มสร้างห่วงโซ่อุปทานการค้าที่ยั่งยืน รวมถึงการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ ทั้งนี้เป็นเพราะจีนมีส่วนได้เสียในการส่งออกสินค้าของตนไปยังตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเช่นกัน
Musdhalifah ระบุว่า “การบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ จะส่งผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียกว่า 6.75 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 42 ล้านไร่) หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดนั้น ถูกบริหารจัดการโดยกลุ่มเกษตรกรรายย่อย กลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 34 ของการผลิตทั้งหมดในแต่ละปี” ขณะที่ Afaqa Hudaya นักวิจัยภาคีจากสถาบัน Indef ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียยังขาดทั้งใบรับรองการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และใบรับรองการขึ้นทะเบียนกิจการสวนปาล์มน้ำมัน (STDB)
ผลการสำรวจของ Indef ระบุว่า แม้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันร้อยละ 83 จะมีโฉนดที่ดินแล้ว แต่เกษตรกรถึงร้อยละ 74.49 ยังขาดการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนอย่าง ISPO หรือ RSPO และอีกร้อยละ 67 ยังไม่มีใบรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรร้อยละ 85 ยังคงมีรายได้ต่ำกว่า 5 ล้านรูเปียะฮ์ต่อเดือน (ประมาณ 11,000 บาท) และร้อยละ 80 ถือครองที่ดินน้อยกว่า 4 เฮกตาร์ (25 ไร่) “สภาวะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้เกษตรกรยากที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายในกระบวนการขอใบรับรอง การทำแผนที่ภูมิสารสนเทศ และการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลตามข้อกำหนดของ EUDR” เขากล่าว ทั้งนี้ STDB คือหลักฐานทางกฎหมายสำหรับสวนปาล์มรายย่อยที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 25 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ EUDR กำหนด โดยเอกสารนี้ครอบคลุมทั้งด้านความถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และการระบุพิกัดตำแหน่งของที่ดิน

|
กลยุทธ์การเร่ง STDB
รัฐบาลได้รับการเร่งรัดให้ดำเนินการตามข้อกำหนด EUDR และการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนให้แก่เกษตรกรโดยเร็วที่สุด โดยสามารถทำได้ผ่านหลายช่องทาง อาทิ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการผลักดันให้มาตรฐาน ISPO ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนด EUDR ทั้งนี้ Afaqa ได้กระตุ้นให้รัฐบาลเร่งวางโครงสร้างองค์กรให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ ‘สหกรณ์’ เพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันจดทะเบียนสวนปาล์ม และเข้าถึงงบประมาณในการดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน ISPO หรือ RSPO ร่วมกันได้
ในขณะเดียวกัน Musdhalifah ได้เสนอทางเลือกด้านแหล่งเงินทุนหลายประการสำหรับการรับรองมาตรฐานน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสวนปาล์มของเกษตรกรรายย่อย หนึ่งในทางเลือกหลักคือการใช้เงินงบประมาณจากกองทุนแบ่งปันรายได้น้ำมันปาล์มที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานจัดการกองทุนสวนปาล์มน้ำมัน “การเร่งรัดการรับรองมาตรฐานปาล์มยั่งยืนและการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับเกษตรกรรายย่อยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการทันที มิฉะนั้นอินโดนีเซียอาจล้าหลังมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยของมาเลเซียถึงร้อยละ 92 ได้รับการรับรองมาตรฐาน MSPO เรียบร้อยแล้ว” Musdhalifah กล่าว
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้รัฐบาลอินโดนีเซียผลักดันมาตรฐาน ISPO ให้เป็นมาตรฐานที่เทียบเท่ากับ EUDR อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการยอมรับในระดับสากลนี้มีความสำคัญต่อการรักษาช่องทางการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง รวมถึงเพื่อรักษาอธิปไตยของระบบการจัดการความยั่งยืนภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าว Mula Putra หัวหน้ากลุ่มเสริมสร้างขีดความสามารถและสถาบันเกษตรกรปาล์มน้ำมัน กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตร ยอมรับว่าพื้นที่สวนปาล์มของเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับยังคงมีจำกัด ซึ่งสะท้อนได้จากจำนวนผู้ปลูกหรือเกษตรกรปาล์มน้ำมันที่มีใบรับทะเบียนเกษตรกร (STDB) อยู่ในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน มีเกษตรกรสวนปาล์มเพียง 102,474 ราย จากทั้งหมด 2.7 ล้านรายที่มีใบทะเบียน STDB นอกจากนี้ มีพื้นที่ปลูกปาล์มของเกษตรกรเพียง 498,013.84 เฮกตาร์ (ประมาณ 3.1 ล้านไร่) จากทั้งหมด 6.75 ล้านเฮกตาร์เท่านั้นที่ได้รับใบทะเบียนดังกล่าว “เราจะเดินหน้าผลักดันการเร่งรัดการถือครอง STDB ต่อไป ผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่น สมาคมเกษตรกร และองค์กรพัฒนาเอกชนยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Sawit-Ku ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกระบวนการนี้” Mula กล่าว
เขาอธิบายว่า แอปพลิเคชัน Sawit-Ku จะช่วยให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรสามารถลงทะเบียนและกรอกข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงพื้นที่สวนปาล์มได้ด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงการแนบแผนที่พิกัดที่ตั้งของสวนปาล์มด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แอปพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อสู่ระบบ E-STDB ที่ได้พัฒนาขึ้นก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลที่ไม่เพียงพอต่อการลงบันทึกข้อมูลเกษตรกรและพื้นที่สวนปาล์มจำนวนมหาศาล
