น้ำมันปาล์มไทย: โอกาสทองท่ามกลางความท้าทาย กับ คุณกฤษดา ชวนะนันท์
คุณกฤษดา ชวนะนันท์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยมากว่า 30 ปี
ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม คุณกฤษดา ชวนะนันท์ หนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งอุปนายกโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พร้อมทั้งรองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มน้ำมัน (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) โดยคุณกฤษดาเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายไบโอดีเซลระดับชาติ การลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงด้านนวัตกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นวิทยากร กรรมการ และอนุกรรมการในหลายเวทีของภาครัฐและเอกชน ในวันนี้เราจะได้ฟังมุมมองเชิงนโยบาย เทคโนโลยี นวัตกรรมเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย
จากผู้บุกเบิกไบโอดีเซลอาเซียนสู่การมองหาทิศทางใหม่
ในฐานะผู้ที่ร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมาตั้งแต่ต้น คุณกฤษดาได้เห็นทั้งช่วงเวลาที่ไทยเป็นผู้นำและช่วงที่เผชิญความท้าทาย อยากให้เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญและทิศทางที่คุณกฤษดามองเห็นสำหรับอุตสาหกรรมนี้
หลายคนอาจไม่รู้ว่าประเทศไทยเคยเป็นที่จับตามองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่องนโยบายไบโอดีเซล เชื่อหรือไม่ เราเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ดำเนินโครงการไบโอดีเซลระดับชาติ และผมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้น นั่นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของไทยในการเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน

แต่ตอนนี้ถ้ามองไปที่อินโดนีเซีย พวกเขานำ B40 ไปใช้แล้วและกำลังเตรียมจะเปลี่ยนเป็น B50 ในปีหน้า ขณะที่ประเทศไทยเราเปลี่ยนแปลงนโยบายอยู่ตลอด B10, B5, B3 ไปมาโดยไม่มีความสม่ำเสมอ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราหมดโอกาส ในทางกลับกัน เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนบ้านและก้าวกระโดดด้วยนโยบายที่ชาญฉลาดกว่า
สิ่งที่เราต้องการคือนโยบายที่มีความชัดเจนและความต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ทิศทางหลักควรคงที่ มาเลเซียทำได้ด้วยการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพประมาณ 20 ปี ทำให้พวกเขาสามารถคิดระยะยาวและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ ผมเชื่อว่าหากไทยสามารถสร้างกรอบนโยบาย 10-20 ปี ที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันและผูกพันที่จะดำเนินการต่อ เราก็สามารถกลับมาเป็นผู้นำได้อีกครั้ง นี่คือโอกาสที่ยังเปิดกว้างอยู่
ผมเคยมีส่วนร่วมในการวางแผนระยะยาว รวมถึงแผนพัฒนาน้ำมันปาล์ม 20 ปีของประเทศไทย เราได้ปรับปรุงแผนงานเมื่อห้าปีที่แล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรถูกนำไปปฏิบัติจริง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทำให้นโยบายเปลี่ยนตาม รัฐบาลหนึ่งอาจส่งเสริม B10 แล้วรัฐบาลใหม่เข้ามาก็เปลี่ยนเป็น B5 นักลงทุนที่วางแผนระยะยาวก็เกิดความสับสน
ความสมดุลระหว่างโรงงานสกัดและเกษตรกร: จากความขัดแย้งสู่ความร่วมมือ

หนึ่งในประเด็นที่ท่านกล่าวถึงบ่อยคือความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานสกัดและเกษตรกร แม้จะพึ่งพาอาศัยกันแต่มักมีความขัดแย้ง มีแนวทางอย่างไรที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้น?
นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ผมต้องการพูดถึงมานาน โรงงานสกัดไม่สามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีเกษตรกร และเกษตรกรก็ไม่สามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีโรงงานสกัด แต่เรากลับขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณดูบันทึกทางการเงินของเราในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีเพียงไม่กี่ปีที่เราทำกำไรได้จริง ปัญหาหลักคือเรามีโรงงานสกัดมากเกินไป จากข้อมูลที่เราเคยนำเสนอในงานประชุม Palmex Jakarta ปีที่ผ่านมา โรงงานสกัดหลายแห่งดำเนินงานที่ต่ำกว่า 40% ของกำลังการผลิตที่ติดตั้ง (Installed Capacity) เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้นทุนการดำเนินงานก็สูงขึ้น การแข่งขันก็รุนแรง และการพูดคุยเรื่องคุณภาพผลปาล์มก็กลายเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
เกษตรกรรายย่อย (Smallholders)
มักบ่นว่าทำไมโรงงานสกัดไม่แบ่งเกรดหรือให้รางวัลแก่ผู้ที่ส่งผลปาล์มคุณภาพดี แต่ความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เกษตรกรรายย่อยอาจจัดการพื้นที่ประมาณ 8-10 เฮกตาร์ ในขณะที่โรงงานสกัดรับผลปาล์มประมาณ 2,000 ตันต่อวัน คิดดูว่าเราจะแบ่งเกรด 2 ล้านกิโลกรัมด้วยมือได้อย่างไร? กำลังคนที่ต้องใช้จะสูงเกินจริง
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือระบบข้อมูลรวมศูนย์ที่แสดงข้อมูลจริงให้ทุกฝ่ายเห็น ในประเทศไทยเราขาดระบบที่จะแจ้งให้นักลงทุนหรือผู้กำหนดนโยบายทราบถึงจำนวนโรงงานสกัดและกำลังการผลิตที่แท้จริงในแต่ละภูมิภาค เราไม่ได้คัดค้านการสร้างโรงงานสกัดใหม่ แต่ควรมีความโปร่งใส รัฐบาลควรจัดหาข้อมูลที่แสดงว่าพื้นที่ใดมีการผลิตส่วนเกินแล้ว ในมาเลเซียคุณต้องพิสูจน์แหล่งวัตถุดิบของคุณก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตโรงงานสกัดจาก MPOB นี่คือตัวอย่างที่ดีที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้
เมื่อทุกฝ่ายมองเห็นข้อมูลเดียวกัน ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น และเราจะสามารถวางแผนร่วมกันได้ดีขึ้น เราควรมีแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงโรงงานสกัด เกษตรกร หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการเข้าด้วยกัน ให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอจนเกิดวิกฤตแล้วค่อยมาประชุม แพลตฟอร์มนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่ยั่งยืน


ให้ผมยกตัวอย่างสิ่งที่เราทำมา ผมได้ตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ใบปาล์ม (Leaf Analysis Laboratory) และเสนอบริการฟรีให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง 9 ปี ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,400 บาทต่อตัวอย่าง และเราครอบคลุมทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องขายผลปาล์มให้เรา ทำไม? เพราะมันเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-Win) หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ผลผลิตของพวกเขาก็จะดีขึ้น และนั่นก็เป็นประโยชน์ต่อโรงงานสกัดของเราด้วย
ปีแรกมีเกษตรกร 73 รายมาสัมมนา แต่ในปีถัดมาการมีส่วนร่วมลดลง จาก 324 คนที่เข้าร่วมการฝึกอบรม มีเพียง 48 คนที่ส่งตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่แท้จริง เกษตรกรรายย่อยหลายรายไม่ได้ถือว่านี่เป็นอาชีพหลัก ที่ดินมักเป็นมรดกตกทอด และการทำเกษตรเป็นเพียงรายได้เสริม แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรยอมแพ้ หากมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การให้เครดิตภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับโรงงานสกัดที่ลงทุนพัฒนาเกษตรกร โมเดลแบบนี้ก็สามารถขยายไปได้ทั่วประเทศ และนั่นจะสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งอุตสาหกรรม
บทเรียนจากอดีตและโอกาสในอนาคต: เรื่องของความมั่นใจ
ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์การห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว แม้จะกินเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่สร้างผลกระทบอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน?

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มโลกสูงเป็นพิเศษ ประเทศไทยดำเนินการเป็นตลาดกึ่งเปิด เราสามารถส่งออกได้ แต่ไม่สามารถนำเข้า ปีนั้นมีกิจกรรมการส่งออกจำนวนมาก ซึ่งผลักดันให้ราคาในประเทศสูงขึ้น รัฐบาลกังวลว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภค กระทรวงที่เกี่ยวข้องจัดประชุมหารือเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็ประกาศห้ามส่งออกทันที
ในขณะนั้นประเทศไทยกำลังถูกพิจารณาให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ มีการหารือเรื่องการจัดตั้งโรงงานเชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) และบริษัทระหว่างประเทศเช่น Neste หรือ Loxensen แสดงความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเนื่องจากกฎระเบียบที่จะมาถึงเกี่ยวกับเครดิตคาร์บอนสำหรับการปล่อยก๊าซจากการบิน แต่เมื่อรัฐบาลหยุดการส่งออกอย่างกะทันหัน นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลสามารถทำได้ครั้งหนึ่งโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า อะไรจะหยุดพวกเขาจากการทำอีกครั้ง? นี่คือบทเรียนที่สำคัญมาก
สิ่งที่เราเรียนรู้คือเราต้องมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนและมีหลักประกัน เราต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่าในสถานการณ์ใดที่รัฐบาลอาจต้องเข้ามาแทรกแซง และต้องมีกระบวนการหารือกับภาคเอกชนก่อนตัดสินใจ นี่ไม่ใช่การมัดมือรัฐบาล แต่เป็นการสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับ เมื่อมีความแน่นอนแบบนี้ ความเชื่อมั่นก็จะกลับมา
โอกาสในการเป็นศูนย์กลาง SAF ยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเร่งรัดเรื่องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถสร้างความมั่นใจด้านนโยบาย มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและเป็นมิตรกับการลงทุน เรามีโอกาสดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรม SAF ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำมันปาล์มไทยได้อย่างมหาศาล นี่คือตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญที่รอการปลดล็อก ผมมองว่านี่เป็นโอกาสทองที่เราไม่ควรพลาด
เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้เต็มที่
ไทยเคยเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานสกัด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และระบบดิจิทัลจะชะลอตัว คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญและจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในนวัตกรรมอีกครั้งได้อย่างไร?
นี่เป็นประเด็นที่ผมรู้สึกเสียดายมาก เราเคยเป็นผู้นำในการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ ไม่ใช่โดยการคิดค้นเอง แต่โดยการเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีจากมาเลเซียมาปรับใช้ให้เร็วกว่าทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในอดีต บริษัทจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเคยมาเรียนรู้วิธีที่เราใช้เทคโนโลยีที่โรงงานของเรา นั่นแสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะและความสามารถ เพียงแต่ตอนนี้เราขาดแรงจูงใจในการลงทุน

ตอนนี้ AI คือมิติใหม่ ของการพัฒนา ตอนแรกผมยากที่จะจินตนาการว่า AI จะมาใช้ในโรงงานสกัดได้อย่างไร แต่ตอนนี้ศักยภาพชัดเจนขึ้น เช่น AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบและตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ระบุว่าเมื่อใดกระบวนการทำงานหนักเกินไปและแนะนำให้ปรับลด หรือใช้ในการคาดการณ์คุณภาพผลปาล์มจากภาพถ่าย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแบ่งเกรดที่เป็นไปไม่ได้ด้วยคนงานเพียงอย่างเดียว
เราได้นำระบบติดตามภาระโหลดของมอเตอร์ (Motor Load) มาใช้แล้ว เมื่อภาระโหลดของมอเตอร์เพิ่มขึ้น มักจะบ่งชี้ถึงแรงเสียดทานภายในหรือปัญหาของระบบเครื่องจักร ระบบจะส่งสัญญาณเตือนให้ทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance – PM) ก่อนจะเกิดปัญหา นี่คือรูปแบบหนึ่งของระบบดิจิทัล (Digitalisation) ที่ได้ผลจริง แต่มีเพียง 2-3% ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในประเทศไทยเท่านั้นที่นำมาใช้ เพราะต้นทุนเป็นอุปสรรคหลัก
ถ้าผมจะสร้างโรงงานสกัดใหม่ทุกวันนี้ ความสำคัญอันดับแรกของผมคือการลดการลงทุนให้น้อยที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่านโยบายของรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีความไม่แน่นอนมากเกินไป ในอดีตผมสร้างโรงงานสกัดด้วยข้อกำหนดชั้นสูงและทันสมัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงงานระดับพรีเมียมในอุตสาหกรรมของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หากต้องพิจารณาสร้างอีกครั้งในตอนนี้ คงไม่เลือกสร้างในระดับพรีเมียมอีกต่อไป วันนี้ผมจะเลือก “อะไรก็ได้ที่ใช้งานได้” และนั่นคืออันตรายที่แท้จริง แนวคิดนี้ขัดกับนวัตกรรมและขัดกับประสิทธิภาพ
รัฐบาลควรมีโครงการสนับสนุนเฉพาะสำหรับการอัพเกรดเทคโนโลยี เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนในระบบควบคุมอัตโนมัติและ AI เครดิตภาษี 150-200% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการติดตั้งระบบดิจิทัล หรือโครงการนำร่องที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีใหม่ นอกจากนี้ควรมีศูนย์แสดงเทคโนโลยี (Technology Showcase Center) ที่โรงงานสกัดสามารถมาดูและทดลองใช้เทคโนโลยีก่อนตัดสินใจลงทุน
หากเราสามารถขยายการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ไปทั่วอุตสาหกรรม จะช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนที่คน แต่มาเสริมความสามารถให้เราทำงานได้ดีขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการสำคัญเช่นการนึ่ง (Sterilisation) ซึ่งเปรียบเหมือนการหุงข้าว ถ้าข้าวไม่สุกดี มันก็จะไม่อร่อย ผลปาล์มก็เช่นกัน ถ้าไม่ได้นึ่งอย่างถูกต้อง การสกัดน้ำมันก็จะไม่มีประสิทธิภาพ นี่คือจุดที่ระบบอัตโนมัติจะช่วยรักษาความสม่ำเสมอและคุณภาพได้
ความร่วมมือระดับภูมิภาค: เส้นทางสู่ความเข้มแข็ง
ท่านเคยเสนอแนวคิดว่าไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียควรร่วมมือกันมากขึ้น คิดว่ามีโอกาสเป็นจริงแค่ไหนและจะสร้างคุณค่าอย่างไรให้กับอุตสาหกรรม?

นี่เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมาก ผู้คนบอกกับผมว่า “ทำไมประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียไม่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากกว่านี้?” จากประสบการณ์ของผม ผมเชื่อว่าจากฝั่งภาคเอกชน เรามีความเต็มใจที่จะร่วมมือกันแล้ว แต่จากระดับรัฐบาล ผมไม่แน่ใจนัก
เราคืออาเซียน (ASEAN) เรามี 600 ล้านคนทั่วภูมิภาค เราแบ่งปันพรมแดน ตลาด และเส้นทางบิน ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียล้วนเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่สำคัญของโลก แต่เรามักตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกแยกกัน โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดกฎระเบียบที่บางครั้งไม่สะท้อนความเป็นจริงของเรา ทำไมเราไม่สร้างมาตรฐานน้ำมันปาล์มระดับภูมิภาคของเราเอง? สิ่งที่เรากำหนด ที่สะท้อนผลประโยชน์และความเป็นจริงร่วมกันของเรา?
มาตรฐานนี้จะช่วยรวมจุดแข็งของแต่ละประเทศ เทคโนโลยีของมาเลเซีย ขนาดของอินโดนีเซีย และนวัตกรรมของไทย มันจะสร้างอำนาจต่อรองกับตลาดโลก แทนที่จะต้องรับกติกาจากฝั่งตะวันตกฝ่ายเดียว เราสามารถแบ่งปันทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนา การตลาด และการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงสร้างตลาดภายในอาเซียนที่แข็งแกร่งก่อนขยายไปสู่ตลาดโลก
ผมคิดว่าเราควรเริ่มจากการจัดตั้ง ASEAN Palm Oil Business Council ที่รวมผู้ประกอบการจากทั้งสามประเทศ เพื่อพัฒนาร่างมาตรฐานน้ำมันปาล์มอาเซียน แบ่งปันข้อมูลตลาดและเทคโนโลยี ร่วมมือทำแคมเปญการตลาดระดับโลก และเสนอนโยบายร่วมต่อรัฐบาลแต่ละประเทศ เมื่อภาคเอกชนเริ่มเห็นผลประโยชน์ร่วมกันและสร้างโมเมนตัม รัฐบาลก็จะเข้ามาสนับสนุนได้ง่ายขึ้น
นี่คือโอกาสทองที่จะเปลี่ยนภูมิภาคเราให้เป็นศูนย์กลางน้ำมันปาล์มที่มีเสียงและอำนาจต่อรองในเวทีโลก มาเลเซียมีประโยชน์จากเสถียรภาพทางการเมืองที่ทำให้พวกเขาสามารถคิดระยะยาวและสร้าง MPOB และ MPOC ที่ประสบความสำเร็จ เราสามารถเรียนรู้จากพวกเขาและสร้างโมเดลที่เหมาะสมกับบริบทของเราได้ หากเราสามารถรวมตัวกัน แสดงจุดยืนร่วมกัน และสร้างมาตรฐานของเราเอง เราจะไม่ต้องเล่นแต่รับอีกต่อไป
มองไปข้างหน้า: ข้อความถึงคนรุ่นใหม่และนักลงทุน
สุดท้ายนี้ มีข้อความอะไรที่อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ และนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาส?
สำหรับคนรุ่นใหม่ ผมอยากบอกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ล้าสมัย กลับกัน มันเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมหาศาล ตั้งแต่เทคโนโลยี AI และ IoT ในการผลิต ไปจนถึง SAF และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่นๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและมีวิสัยทัศน์ นี่คือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อย่ามองข้ามอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพราะนี่คือพื้นฐานของความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของประเทศ
สำหรับนักลงทุน ผมอยากบอกว่าหากเรามีนโยบายที่ชัดเจนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยมีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะในด้าน Sustainable Aviation Fuel ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญ ไบโอดีเซลและไบโอพลาสติกที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีโอกาสในการพัฒนา AgriTech และตลาดอาเซียน 600 ล้านคนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ให้เพียงผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม นี่คือการลงทุนที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงในยุคที่ ESG กำลังได้รับความสนใจอย่างสูง
หากมีสิ่งหนึ่งที่ผมหวังไว้ก็คือ ผู้นำของเราในภูมิภาค ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย มาร่วมกันพูดคุยและสร้างอนาคตร่วมกัน เพราะหากเราสามารถรวมตัวกัน แสดงจุดยืนร่วมกัน และสร้างมาตรฐานของเราเอง เราจะไม่ต้องเล่นแต่รับอีกต่อไป เราจะไม่แบ่งแยก และเราจะไม่ล้าหลัง

อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไม่ใช่อุตสาหกรรมของอดีต แต่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีศักยภาพในการตอบโจทย์ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราต้องการคือวิสัยทัศน์ ความร่วมมือ และความมุ่งมั่นที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง ผมเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่ ความรู้ความสามารถของคนไทย และโอกาสในตลาดโลก เราสามารถสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน เป็นธรรม และสร้างความเจริญให้กับทุกฝ่ายได้
เส้นทางอาจไม่ง่าย แต่มันคุ้มค่าที่จะเดินต่อไป
