Cover Story

การพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย: บทเรียนจากความสำเร็จระดับโลก

ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีประโยชน์หลากหลายและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก น้ำมันปาล์มซึ่งพบได้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในหลายประเทศ และในบรรดาประเทศเหล่านี้ มาเลเซียก็แสดงให้เห็นว่าได้ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง สิ่งที่ทำให้เส้นทางความสำเร็จของมาเลเซียน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ต้นปาล์มน้ำมันแอฟริกา (Elaeis guineensis) ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในมาเลเซีย แต่ถูกนำเข้ามาจากแอฟริกาตะวันตกซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวกับไนจีเรีย ในสมัยที่ประเทศยังไม่ได้รับเอกราช อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่ไนจีเรียซึ่งเคยเป็นผู้นำระดับโลกกลับล้าหลังไปมาก การทำความเข้าใจในเส้นทางของมาเลเซียจากการนำเข้าเมล็ดปาล์มไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นั้น เป็นบทเรียนที่ดีเยี่ยมในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรของแอฟริกา

ต้นปาล์มน้ำมันมีถิ่นกำเนิดในป่าฝนเขตร้อนของแอฟริกาตะวันตก และเคยเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจและอาหารการกินของคนท้องถิ่นมานานก่อนยุคอาณานิคม ในช่วงทศวรรษที่ 1870 (พ.ศ. 2413) ผู้ปกครองอาณานิคมอังกฤษได้นำเมล็ดปาล์มน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะจากไนจีเรียและลุ่มน้ำคองโก เข้ามาในคาบสมุทรมาเลย์ ผมขอเน้นย้ำว่า หน่วยงานอาณานิคมของอังกฤษเป็นผู้นำต้นกล้าปาล์มน้ำมันเข้ามาในบริติชมลายา ไม่ใช่มาเลเซีย เพราะประเทศมาเลเซียยังไม่ถือกำเนิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ชาวไนจีเรียมักย้ำถึงมุมมองที่ว่ามาเลเซียได้นำหรือยึดครองสินค้าโภคภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว

ในช่วงแรก ต้นปาล์มถูกปลูกเป็นไม้ประดับในสวนพฤกษศาสตร์ไม่ใช่เป็นพืชเศรษฐกิจแต่อย่างไร ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 น้ำมันปาล์มเริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะแหล่งน้ำมันอุตสาหกรรมและน้ำมันสำหรับบริโภค โดยการปลูกปาล์มเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นครั้งแรกเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2460 ที่ไร่เทนนามารัม (Tennamaram Estate) ในรัฐเซลังงอร์ ทางการอาณานิคมและนักลงทุนยุคแรกมองว่าน้ำมันปาล์มเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพายางพารา การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของมาเลเซียสู่การเป็นผู้นำน้ำมันปาล์มระดับโลก

หลังได้รับเอกราชในปี 2500 รัฐบาลมาเลเซียก็ได้เผชิญความท้าทายที่สำคัญ นั่นคือวิธีที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากการพึ่งพาการส่งออกดีบุกและยางพาราเป็นหลัก และน้ำมันปาล์มก็เป็นตัวเลือกที่ดีในขณะนั้น ด้วยการวางแผนและการลงทุนอย่างรอบคอบ มาเลเซียได้เปลี่ยนสิ่งที่เริ่มต้นจากการทดลองในยุคอาณานิคมให้กลายเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เหตุการณ์สำคัญๆ ได้แก่:

นโยบายของรัฐบาลและโครงการจัดสรรที่ดิน: สำนักงานพัฒนาที่ดินแห่งสหพันธรัฐ (Federal Land Development Authority: FELDA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2499 ได้จัดสรรที่ดินทำกินใหม่ให้แก่ครอบครัวในชนบทที่ไม่มีที่ดินทำกินหลายพันครอบครัว เกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรม สนับสนุน และจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันในเชิงพาณิชย์ นโยบายนี้ช่วยลดความยากจนและขยายผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไปพร้อมๆ กัน

การวิจัยและนวัตกรรม: มาเลเซียลงทุนอย่างหนักในการวิจัยผ่านสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันน้ำมันปาล์มแห่งชาติ (Palm Oil Research Institute of Malaysia) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2522 (ต่อมาได้ควบรวมเข้ากับคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งชาติมาเลเซีย (Malaysian Palm Oil Board)) การวิจัยนำไปสู่พันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น การใช้เครื่องจักรในการผลิต การแปรรูปที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน: รัฐบาลสนับสนุนให้นักลงทุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ความร่วมมือนี้ส่งผลให้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาการส่งออกและการสร้างแบรนด์ระดับโลก: ในช่วงปี 2523 และ 2533 มาเลเซียได้กลายเป็นผู้นำระดับโลกในการส่งออกน้ำมันปาล์ม โดยรัฐบาลได้สนับสนุนทางการตลาดเพื่อสร้างความต้องการในระดับนานาชาติ ในขณะที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมการกลั่นและการแปรรูปขั้นปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ

น้ำมันปาล์มกลายเป็นมากกว่าแค่ความสำเร็จทางการเกษตร เพราะมันได้กลายเป็นเสาหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ของมาเลเซีย โดยรายได้จากการส่งออกน้ำมันปาล์มช่วยสนับสนุนการพัฒนาชนบท การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มนี้ยังกระตุ้นให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเติมโตตามไปด้วย เช่น การผลิตน้ำมันปาล์มดิบ โอลีโอเคมี และพลังงานชีวภาพ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาทรัพยากรหมุนเวียนมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้มาเลเซียหลีกเลี่ยง “สภาวะวิกฤตของทรัพยากร” ที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่พึ่งพาน้ำมัน ปัจจุบัน น้ำมันปาล์มมีส่วนสำคัญต่อ GDP ของมาเลเซีย การจ้างงานหลายล้านคนทั้งทางตรงและทางอ้อม และยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้สูงสุดของประเทศ โดยในปี 2567 เพียงปีเดียว มาเลเซียส่งออกน้ำมันปาล์มดิบประมาณร้อยละ 80 ของผลผลิต 19.3 ล้านตัน สร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นประมาณร้อยละ 2.3 ของ GDP ในปีนั้น และเป็นแหล่งรายได้ให้ประชากรหลายล้านคน

ไนจีเรียเคยเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยน้ำมันปาล์มได้ทำให้เศรษฐกิจในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงใต้เจริญรุ่งเรือง แต่โชไม่ดีที่เมื่อเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ไนจีเรียได้สูญเสียความเป็นผู้นำนั้นให้กับมาเลเซียและอินโดนีเซีย สองประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านน้ำมันปาล์มโดยใช้เมล็ดปาล์มที่อังกฤษนำเข้ามาจากแอฟริกาตะวันตก โดยเกิดจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งรวมถึงการค้นพบน้ำมันดิบและนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ดี

การค้นพบน้ำมันดิบในเมืองโอโลอิเบรี(Oloibiri) รัฐบาเยลซา (Bayelsa) ในปี 2499 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไนจีเรีย ภายในปี 2513 รายได้จากน้ำมันเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของประเทศ โดยคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ของรายได้จากการส่งออก เมื่อความมั่งคั่งจากน้ำมันหลั่งไหลเข้ามา ภาคการเกษตร รวมถึงปาล์มน้ำมัน ก็ถูกละเลยในที่สุด โดยรัฐบาลหันไปให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน และสนับสนุนงบประมาณและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการเกษตรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รายได้ที่ได้มาอย่างง่ายดายจากน้ำมันดิบทำให้เกิด “เศรษฐกิจแบบพึ่งพาสินค้าชนิดเดียว” ทำให้ไนจีเรียเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเกษตร

นโยบายด้านน้ำมันปาล์มของไนจีเรียมักเป็นนโยบายระยะสั้น เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และขาดการประสานงานที่ดีซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียที่ได้พัฒนายุทธศาสตร์หลักด้านการเกษตรระยะยาว ระบบสหกรณ์ระดับภูมิภาคที่เคยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยถูกยกเลิกไป และรัฐบาลหลายชุดล้มเหลวที่จะดำเนินโครงการปลูกพืชทดแทนหรือโครงการปรับปรุงการผลิตจากพืชให้ทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ระบบราชการ การทุจริต และการขาดโครงสร้างพื้นฐานทำให้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ สถาบันวิจัยทางการเกษตรได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณไม่เพียงพอ และการนำงานวิจัยไปให้เกษตรกรประยุกต์ใช้ยังไม่เข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์ของมาเลเซียได้:

มาตรการเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาล: การวางแผนระยะยาว การปฏิรูปที่ดิน และนโยบายที่สอดคล้องกันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตร

การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา: นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์จนถึงการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มผลผลิต

การเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อย: การพัฒนาอย่างทั่วถึงช่วยให้ชุมชนชนบทได้รับประโยชน์ ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

การเพิ่มมูลค่าผลผลิต: การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำช่วยเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป สร้างงานและเพิ่มรายได้จากเงินตราต่างประเทศ

ความยั่งยืนและมาตรฐานระดับโลก: การให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืนและการดูแลสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียช่วยเสริมภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ควรนำไปปรับใช้

ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย สำหรับไนจีเรียและประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกา ก็มีศักยภาพที่จะฟื้นฟูด้านน้ำมันปาล์มและใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ ปัจจุบันบริษัท Agrinexus International ของมาเลเซียกำลังบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันของไนจีเรียในรัฐครอสริเวอร์ ออนโด และเดลตา และสามารถเพิ่มผลผลิตและการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางในอนาคตคือการเรียนรู้จากยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย ควบคู่กับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลไนจีเรีย รวมถึงการกระจายเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการลงทุนด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ทรัพยากรน้ำมันดิบใต้ผืนดินอาจหมดไปได้ แต่หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างรอบด้าน และความโปร่งใสมั่นคง น้ำมันจากปาล์มสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนความรุ่งเรืองของประเทศได้อีกครั้ง

บทความโดย: Aiyub เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไนจีเรีย