Regional News

เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้าน เปิดโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ธ.ค. 2568

PCE ชี้แนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มในประเทศยังมีราคาสูงว่าตลาดโลก ส่วนหนึ่งมาจากสต๊อกสินค้าเอาไว้เก็งกำไร เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำมันปาล์มขาดตลาด ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกยังคงผันผวนและปรับตัวลง จากการหันมาบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองมากขึ้น ทั้งนี้มั่นใจทั้งปี 2568 ผลงานจะโตตามเป้า 30,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าตลาดน้ำมันปาล์มในอนาคตยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกีรติ ไชยะกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจร ที่มีความพร้อมการจัดการระบบซัพพลายเชน เปิดเผยแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะปรับตัวลงเล็กน้อย ปัจจุบันราคาน้ำมันปาล์มดิบในไทยซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 34.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก เนื่องจากมีการเก็งกำไรของผู้สกัดน้ำมันปาล์ม

เพราะคาดว่าราคาน้ำมันปาล์มในไตรมาส 4/2568 จะราคาสูงขึ้นเหมือนปีก่อนที่น้ำมันปาล์มขาดตลาดจึงเกิดการกักตุนสินค้าไว้ แต่ปีนี้ปริมาณฝนตกดี ผลปาล์มจึงออกดี โดยคาดว่าปริมาณน้ำมันปาล์มดิบทั้งประเทศในปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 – 3.5 ล้านตัน ปริมาณผลปาล์มสด จะอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านตัน

ประกอบกับการบริโภคในประเทศที่ลดลง จึงทำให้การสต๊อกน้ำมันปาล์มในไทยยังสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นการปรับลดราคาลงแล้ว ตามกลไกปกติที่ว่าเมื่อสต๊อกสินค้าไว้สูงทุกคนจะรีบปล่อยของออกมา

ราคาปาล์มโลกผันผวน

ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกยังคงผันผวน และปรับตัวลง เนื่องจากอินโดนีเซียผู้ส่งออกหลักและเป็นผู้กำหนดราคาตลาด มีผลผลิตออกมาดีเกินคาดโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ที่ปกติก็มีปริมาณผลปาล์มออกมาเยอะอยู่แล้ว ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มลดลง

ประกอบกับเริ่มมีการใช้น้ำมันถั่วเหลืองมาแทนน้ำมันปาล์มจากนโยบายของสหรัฐ ที่ต้องการส่งออกถั่วเหลือง จึงมีการเก็งราคาและปล่อยน้ำมันถั่วเหลืองออกมาเป็นจำนวนมากในตลาดโลก ทำให้ราคาของน้ำมันถั่วเหลืองปรับตัวลงมาใกล้เคียงกับน้ำมันปาล์มมากขึ้น

Q4/68 รับออเดอร์ใหญ่

ในส่วนแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 4/2568 ได้รับอานิสงส์จากการที่ลูกค้าออเดอร์ใหญ่ ที่ขอเลื่อนการส่งออกน้ำมันปาล์มจากไตรมาส 3/2568 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ในปี 2568 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท และจะเน้นการเพิ่มอัตรากำไรให้มากขึ้นจากการปรับปรุงและเพิ่มไลน์การผลิต ทำให้มีต้นทุนที่ถูกลงมากกว่าการซื้อน้ำมันดิบจากโรงสกัดอื่นๆ

ทั้งนี้บริษัทได้มีการเลื่อนเปิดโรงสกัดน้ำมันปาล์มเฟส 2 คาดว่าจะเริ่มดำเนินเครื่องได้ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่จะเปิดเดินเครื่องในเดือนพฤศจิกายน 2568 รวมถึงได้เข้าเจรจากับโรงสกัดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง

อย่างไรก็ดีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต คาดว่าปี 2569 ตลาดน้ำมันปาล์มยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าพืชผลหลักอื่นๆ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ราคาในตลาดโลกเริ่มลดลง มีเพียงปาล์มกับยางเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ได้ อย่างไรก็ตามได้จากการจับตาราคายาง เริ่มเห็นการปรับลดลงแล้วเช่นกัน

โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะไม่มีภัยแล้ง เนื่องจากปีนี้เข้าสู่ภาวะ ลานีญาเต็มตัวและคาดว่าจะลากยาวไปต่อจนถึงหน้า ทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น