อินโดนีเซีย–สหรัฐฯ เจรจาข้อตกลงยกเว้นภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มและกาแฟ
อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาข้อตกลงยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าน้ำมันปาล์ม ชา และกาแฟ โดย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจอาวุโสของอินโดนีเซีย เปิดเผยผ่านสื่อท้องถิ่นภายหลังเข้าพบ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative) ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ว่าสหรัฐฯ ต้องการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซีย และตกลงที่จะให้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับน้ำมันปาล์ม ชา และกาแฟจากอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นผู้จัดหาหลักของเมล็ดกาแฟโรบัสตาในตลาดโลก
Airlangga Hartarto ระบุว่า ประเด็นสำคัญทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว และการเจรจารอบล่าสุดดำเนินไปด้วยดี
เขากล่าวว่า ประเด็นหลักของการเจรจาคือการสร้างการเข้าถึงตลาดอย่างสมดุลสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้อินโดนีเซียสามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้เช่นกัน
เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศกำลังหารือเพื่อจัดการประชุมระหว่าง Prabowo Subianto และ Donald Trump ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอาจมีการลงนามข้อตกลงทางการค้าในโอกาสดังกล่าว
Airlangga กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขที่จำกัดอินโดนีเซียในการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น
ข้อตกลงดังกล่าวจะครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล เทคโนโลยี และประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียที่ระดับ 19% ภายหลังบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในเดือนกรกฎาคม ลดลงจากระดับ 32% ที่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะนั้นเคยประกาศว่าจะบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2569 โดยแลกกับคำมั่นของอินโดนีเซียในการยกเลิกการเก็บภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดช่องว่างทางการค้า
Airlangga กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีกลับไปที่ 32% หากการลงนามข้อตกลงในเดือนมกราคมไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบต่อเนื้อหาในร่างข้อตกลงทั้งหมดแล้ว
ข้อมูลจากทางการอินโดนีเซียระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2569 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 36.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอินโดนีเซียเกินดุลการค้า 14.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับสองของอินโดนีเซีย
