World News

Wasco Greenergy เดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาค แม้ราคาหุ้นต่ำกว่า IPO

อัปเดต: Wasco Greenergy เปิดตัวในกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียอย่างเป็นทางการ

Wasco Greenergy เริ่มเข้าซื้อขายในกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยหลังจากการจดทะเบียน บริษัทตั้งเป้าที่จะเร่งการเติบโตทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนด้านนโยบายในอินโดนีเซียยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลหลัก ทั้งนี้ ราคาหุ้นปิดตลาดวันแรกในระดับที่ต่ำกว่าราคาจอง (IPO) ในวันซื้อขายวันแรก

ในพิธีจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ Lee Yee Chong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าขยายขนาดโซลูชันระบบไอน้ำทางวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระดับภูมิภาค และมุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Lee Yee Chong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wasco Greenergy (ภาพถ่ายโดย Shahrill Basri / สำนักข่าว The Edge)

เดินหน้าขยายธุรกิจในอินโดนีเซีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

Wasco Greenergy วางแผนรุกตลาดอินโดนีเซียให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดสำนักงานขายในกรุงจาการ์ตา และจัดตั้งศูนย์บริการแห่งใหม่เพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศ โดย Lee Yee Chong ระบุว่า ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจของบริษัทมีสัดส่วนแบ่งครึ่งระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากตลาดที่อุดมไปด้วยอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทถึง 49% ในปีงบประมาณ 2567

อินโดนีเซียให้การสนับสนุนพลังงานชีวมวลมาโดยตลอด ทั้งในด้านการใช้ไบโอดีเซลและการขยายพื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม Lee ระบุว่าบริษัทคาดหวังที่จะเห็นแนวทางที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนในอนาคต โดย Wasco Greenergy จะร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและผู้กำหนดนโยบายเพื่อทำความเข้าใจทิศทางของประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าการที่อินโดนีเซียผลักดันการใช้ไบโอดีเซล B50 และแผนการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอีก 600,000 เฮกตาร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการในอนาคต

การสร้างความแข็งแกร่งในตลาดเฉพาะกลุ่มของอุตสาหกรรมชีวมวลในมาเลเซีย

มาเลเซียถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของบริษัท ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาการพัฒนาพลังงานชีวมวลในประเทศจะยังตามหลังตลาดอื่นอยู่บ้าง แต่ Lee มองว่าสถานการณ์กำลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียนชุดใหม่ โดยรัฐบาลมาเลเซียเตรียมเปิดตัวโครงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) รวม 300 เมกะวัตต์ในปีหน้า ซึ่งในจำนวนนี้มีการจัดสรรโควตาให้เฉพาะพลังงานชีวมวลถึง 150 เมกะวัตต์

“เรามีจุดแข็งในตลาดเฉพาะกลุ่มด้านพลังงานชีวภาพ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BM GreenTech ข้อได้เปรียบของเราคือการนำเสนออุปกรณ์ที่ครบวงจร ตั้งแต่ระบบแปรรูปชีวมวลไปจนถึงหม้อไอน้ำและกังหันสำหรับผลิตไฟฟ้า” เขากล่าว “เรามีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเชิงลึกที่พร้อมสนับสนุนทั้งภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มุ่งเป้าสู่การลดการปล่อยคาร์บอน”

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการระบบพลังงานไอน้ำที่กำลังดำเนินการอยู่ 31 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตตามการออกแบบตั้งแต่ 4.5 ตันต่อชั่วโมง ไปจนถึง 90 ตันต่อชั่วโมง พร้อมด้วยคำสั่งซื้อระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันไอน้ำที่กำลังดำเนินการอีก 81 รายการ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 0.50 เมกะวัตต์ ถึง 3.50 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน 2568 Wasco Greenergy มีมูลค่างานในมือรวมทั้งสิ้น 60.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 249 ล้านริงกิต) ซึ่งร้อยละ 80 ถึง 90 มาจากสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียน ส่วนที่เหลือมาจากอุปกรณ์อุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักรสำหรับโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สำหรับการเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 หุ้นของบริษัทเปิดที่ราคา 95 เซนต์ ซึ่งต่ำกว่าราคา IPO ที่ 1 ริงกิต อยู่ 5 เซนต์ และปิดตลาดที่ 88 เซนต์ หรือต่ำกว่าราคาเสนอขาย 12 เซนต์ โดยการระดมทุน IPO ครั้งนี้สามารถระดมเงินทุนหมุนเวียนเบื้องต้นได้ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75 ล้านริงกิต)

Wasco Bhd บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของมาเลเซีย แถลงว่า ผู้ถือหุ้นได้ให้การอนุมัติแผนการนำ Wasco Greenergy Bhd ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือด้านพลังงานชีวภาพ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในจังหวะที่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพของประเทศกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Wasco Greenergy ตั้งเป้าที่จะเปิดตัวในตลาดหุ้นท้องถิ่นช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้


จากการเป็นผู้รับเหมา EPCC สู่บทบาทผู้เล่นด้านพลังงานชีวภาพ: Wasco เร่งสร้างความหลากหลายให้พอร์ตโฟลิโอ

Wasco Greenergy มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านระบบพลังงานไอน้ำจากชีวมวล, เครื่องกำเนิดไอน้ำแบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ระบบผลิตไฟฟ้าจากกังหันไอน้ำ ระบบไอน้ำแบบใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง และอุปกรณ์สำหรับโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ Wasco Group ซึ่งเดิมมีรากฐานจากการเป็นผู้รับเหมาด้านวิศวกรรม การจัดหา การก่อสร้าง และการทดสอบระบบได้วิวัฒนาการสู่การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ดำเนินงานด้าน EPCC สำหรับโครงการชีวมวลอย่างครบวงจร โดยปัจจุบันบริษัทมีแผนที่จะขยายฐานธุรกิจในภาคพลังงานชีวภาพให้เชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในระยะยาว

“แผนงานของเราคือการก้าวไปให้ไกลกว่าเพียงแค่การรับจ้างสร้างโรงไฟฟ้าให้ผู้อื่น หากเราสามารถประกันการจัดหาวัตถุดิบในระยะยาว และทำสัญญารับซื้อผลผลิตที่แน่นอนได้ เช่น การขายพลังงานให้กับการไฟฟ้าแห่งชาติเราก็จะสามารถสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องได้” นายจิอันคาร์โล มัคคานโญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Wasco กล่าวภายหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 25

ล่าสุด Wasco Greenergy คว้าสัญญา EPCC สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าไอน้ำชีวมวลขนาด 70 ตันต่อชั่วโมงในรัฐยะโฮร์ โดยโครงการนี้จะใช้ชีวมวลจากทลายปาล์มเปล่าเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งคาดว่าจะช่วยทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 75,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี


การต่อยอดศักยภาพของวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันมาเลเซีย

Wasco เล็งเห็นโอกาสที่แข็งแกร่งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งทลายปาล์มเปล่า (EFB) จากโรงสกัดน้ำมันปาล์มยังคงเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ถูกนำมาใช้งานต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น โดยในแต่ละปี มาเลเซียผลิตน้ำมันปาล์มได้ถึง 18.7 ถึง 19.4 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของผลผลิตทั่วโลก และอยู่ในอันดับสองของโลก รองจากอินโดนีเซีย

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของมาเลเซียผลิตชีวมวลแห้งได้มากกว่า 100 ล้านตันในแต่ละปี ซึ่งรวมถึงลำต้น ใบ ทะลายปาล์มเปล่าและกะลาปาล์ม อย่างไรก็ตาม ชีวมวลจำนวนมากยังคงถูกมองอยู่ในรูปแบบของเสีย ทั้งที่มีศักยภาพมหาศาลที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ Hong Wai Onn วิศวกรเคมีจากสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศและความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนกล่าวในระหว่างการประชุมนานาชาติว่าด้วยชีวมวลจากปาล์มน้ำมันครั้งที่ 5 ประจำปี 2568

หนึ่งในการนำทลายปาล์มเปล่าไปใช้งานโดยตรงที่สุด คือการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำในโรงสกัดน้ำมันปาล์ม โดยหลังจากผ่านกระบวนการบีบอัดและบดแล้ว โดยทั่วไปจะนำไปเผาไหม้ร่วมกับเส้นใยปาล์มและกะลาปาล์มเพื่อผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในโรงสกัดแล้ว ทะลายปาล์มเปล่ายังสามารถนำมาอัดเป็นเม็ด หรือแท่งเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย ซึ่งเชื้อเพลิงชีวมวลเหล่านี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการส่งออกไปยังตลาดที่มีความต้องการชีวมวลสูง เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ Mohd Radzi Muhamad Dul วิศวกรด้านพลังงานหมุนเวียนจาก Johor Plantations Berhad กล่าว

เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน มาเลเซียได้เปิดตัวมาตรฐานการตรวจรับรองห่วงโซ่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนสำหรับการจัดการชีวมวล (MSPO Chain of Custody – MS 2751:2022) เมื่อเดือนมีนาคม 2565 โดยมาตรฐานนี้ช่วยรับประกันว่าชีวมวลจากปาล์มที่นำมาใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ความยั่งยืนที่ได้รับรอง ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศรวมกว่า 5.13 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 32 ล้านไร่) ได้รับการรับรองภายใต้กรอบมาตรฐาน MSPO เรียบร้อยแล้ว